การออกเเบบสิ่งพิมพ์

posted on 25 Jul 2008 00:01 by jangjaaa

หลักการออกแบบ สิ่งพิมพ์ เป็นวัสดุที่รู้จักกันทั่วไปเช่น นามบัตร / ใบปลิว / โบรชัวร์ / แผ่นพับ/  

หนังสือ, นิตยสารทุกชนิด/การ์ดทุกชนิด / ปฏิทิน / สติกเกอร์ / บรรจุภัณฑ์

ซึ่งวัสดุและสื่อเหล่านี้ ถูกใช้ และแทรกซืมอยู่รอบตัวเรา มีบทบาท อิทธิพล และประโยชน์  

รวมถึงให้โทษได้เหมือนกัน   

หลักการออกแบบ
 

1.ส่วนสัด ( proportion ) คือการกำหนดส่วนสัดของรูปแบบงานที่จะออกแบบ เพื่อเป็นแนวทาง

ในการใส่องค์ประกอบลงไปให้เหมาะสม การกำหนดกรอบ ขอบเขต รูปแบบ รูปเล่มหรือขนาดไว้ รูปแบบ

ส่วนสัดมี 2 ประการคือ

      1.1 ความสัมพันธ์ในเรื่องของขนาด ระยะหรือพื้นที่ระหว่างของสองสิ่ง เช่น กว้าว ยาว สอดคล้อง

กับสัดส่วนของกระดาษมาตรฐานที่จำหน่ายทั่วไปการใช้มาตรฐานดังกล่าวเป็นการใช้กระดาษอย่างคุ้มค่า ไม่

ควรกำหนดส่วนสัดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพราะจะดูไม่น่าสนใจ
     

      1.2 การเปรียบเทียบระหว่างองค์ประกอบย่อย และภาพรวมขององค์ประกอบทั้งหมดเช่น ขนาดตัว

อักษรและภาพประกอบในแต่ละหน้าคือไม่ควรใช้ตัวอักษรที่มีขนาดต่างกันมากเกินไปในหนึ่งหน้า ยกเว้น

หนังสือพิมพ์

 

2. ความสมดุล ( balance ) คือการจัดวางตำแหน่งขององค์ประกอบต่างๆ ในภาพให้มี

น้ำหนักเท่ากัน น้ำหนักของภาพขึ้นอยู่กับขนาด รูปร่าง ความเข้มและสี
 

ความสมดุลในการจัดวางรูปแบบมี 2 ประเภท คือ 

      1.1 ความสมดุลแท้หรือที่องค์ประกอบทางซ้ายและขวา หรือบนและล่างมีน้ำหนักเท่ากัน

      1.2 ความสมดุลเทียม คือความสมดุลที่องค์ประกอบทางด้านซ้ายและขวา หรือบนและล่างมีน้ำหนัก

ไม่เท่ากัน เมื่อมองรวมกันแล้วจะให้ค่าน้ำหนักของภาพเท่ากันรอบจุดกึ่งกลางของสายตา ( optical

 

center จะให้ความรู้สึกมากกว่า เพราะเป็นการเปรียบเทียบและใช้รูปทรงขององค์ประกอบภาพต่างๆ มาจัด

แบ่งน้ำหนักของภาพให้อยู่ในสมดุลกันการทดสอบว่าการจัดวางตำแหน่งมีความสมดุลกันหรือไม่อาจทำง่ายๆ ได้

ด้วยการหรี่ตามองในระยะห่างหลายๆฟุต ซึ่งจะทำให้มองไม่เห็นรายละเอียดของภาพ แต่จะมองเห็นเฉพาะ

ส่วนประกอบใหญ่ๆ ที่มีน้ำหนักเท่านั้น ซึ่งจะทำให้พิจารณาได้ว่ามีส่วนใดใหญ่ไปเล็กไป เข้มไป หรืออ่อนไป

หรือหนักไปทางด้านใดด้านหนึ่งได้ สมดุลเทียม สมดุลแทน 

 

3. ความแตกต่าง ( contrast ) เป็นการเน้นส่วนใดส่วนหนึ่ง เพื่อเร้าความรู้สึกซึ่งอาจทำได้

โดยการใช้ขนาด รูปร่าง สี และทิศทางที่แตกต่างไปจากองค์ประกอบอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบเพื่อทำให้เกิดความ

เด่นขึ้น

3.1 การเน้นความแตกต่างโดยขนาด คือต้องการเน้นให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปกติ ซึ่งมักพบในงานโปสเตอร์

ปกหนังสือ และงานโฆษณาต่างๆ
    

 3.2 การเน้นความแตกต่างโดยรูปร่าง การใช้ขนาดที่แตกต่างกันเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ อาจต้องใช้วิธี

สร้างองค์ประกอบภาพให้มีรูปร่างที่ต่างๆ กันออกไปด้วย ซึ่งอาจทำได้โดยการบัง ( crop ) ภาพบางส่วน

การใช้ฮาฟโทน หรือการใส่สกรีนขนาดต่างๆ เข้าช่วยในการทำตัวอักษรหรือภาพได้ การเน้นความแตกต่างโดย

รูปร่าง การเน้นความแตกต่างโดยการใช้ความแก่อ่อนของสีภาพ การเน้นความแตกต่างด้วยทิศทาง
   

  3.3 การเน้นความแตกต่างโดยการใช้ความแก่ อ่อนของสีภาพ อาจจะทำให้สวยงามน่าสนใจมากขึ้นหาก

กำหนดให้แต่ละส่วนมีความเข้มแก่ อ่อน ไม่เท่ากัน จะช่วยให้เห็นความลึกความชัดของภาพได้ดีขึ้นเพื่อเพิ่ม

ความน่าสนใจให้สิ่งพิมพ์ และเร้าความรู้สึกของผู้ดูได้โดยการใช้สีตัดกัน การใช้ตัวอักษรเว้นขาวในพื้นทึบ หรือ

การใช้เนื้อที่ว่างแทรกระหว่างหน้าที่มี เนื้อความมากๆ เป็นต้น
    

3.4 การเน้นความแตกต่างด้วยทิศทาง การใช้ทิศทางในการชี้แนะผู้อ่านให้ติดตามข้อความที่ต้องการสื่อ

ความหมายไปตามลำดับ เช่นข้อความพาดหัวทางด้านบนภาพจะไปสิ้นสุดข้อความด้านขวามือ และจะถูกชัก

นำมาสู่ข้อความข้างล่างโดยเส้นทแยงมุมและเมื่อจบข้อความสุดท้ายแล้วจึงจะถึงข้อความปิดท้าย ส่วนกรอบสี่

เหลี่ยม จะทำหน้าที่เป็นกรอบที่กำหนดทิศทางให้องค์ประกอบภาพว่าจะอยู่ในแนวตั้งหรือแนวนอน

          

 

          

 

4. ลีลา ( rhythm ) 

4.1 โดยกำหนดให้มีองค์ประกอบที่มีรูปแบบเดียวกันเรียงซ้ำกัน ความแตกต่างกันในรูปแบบที่วาง

ม๊ไม่มากนักเพื่อทำให้ผู้อ่านไม่สับสนเพราะมีรูปแบบคล้ายคลึงกันและทำให้การดูเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งขึ้น
   

4.2 โดยการใช้เส้นเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงลีลาของภาพ เป็นการใช้เส้นหรือส่วนประกอบของรูปแบบ ช่วย

นำสายตาผู้อ่านหรือผู้ดูไปสู่จุดสำคัญที่ต้องการสื่อความ ช่วยให้ส่วนประกอบต่างๆ แลดูคล้ายมีการ

เคลื่อนไหวจากส่วนประกอบหนึ่งไปอีกส่วนประกอบหนึ่งทำให้ภาพดูไม่ นิ่งเกินไปช่วยป้องกันความ

สับสนจากการดูสิ่งพิมพ์ด้วย วิธีการหนึ่งที่ช่วยให้สิ่งพิมพ์ดูมีลีลาโดยการใช้ลูกศรหรือเส้น ซึ่งอาจเป็น

เส้นตรง เส้นโค้ง หรือเส้นในลักษณะอื่นที่นำไปสู่จุดสนใจได้
 

 

 

 

  5. ความมีเอกภาพ ( unity ) เป็นการจัดวางองค์ประกอบทั้งหมดของรูปแบบตั้งแต่ข้อความ ภาพ

สัญลักษณ์ และอื่นๆ ให้มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน สามารถสะท้อนเรื่องราวเป็นหนึ่งเดียว ทำให้เกิดผลต่อ

ผู้อ่านหรือผู้ดูไปในทางเดียวกัน โดยสอดคล้องกับความต้องการและวัตถุประสงค์ของเจ้าของงานและผู้ออก

แบบ การจัดองค์ประกอบให้มีเอกภาพทำได้โดยการใช้จำนวนแบบตัวพิมพ์รือแบบัตวอักษรที่ไม่มากเกินไปใน

หนึ่งหน้า เพื่อไม่ให้เกิดความหลากหลายหรือทำให้ส่วนประกอบต่างๆของรูปแบบแยกออกจากกันมากเกิน

ไป   

 

 


        6. การจัดวางรูปร่าง ( lay-out shape ) การจัดวางองค์ประกอบของภาพให้เป็นบล็อกสี่

เหลี่ยมหรือเป็นรูปทรงใดรูปทรงหนึ่งที่ชัดเจนจนเกินไปจะทำให้เป็นที่น่าสนใจน้อยกว่าการจัดให้อยู่ในรูปแบบที่

ไม่แน่นอน แต่รูปแบบที่ไม่มีขอบเขตแน่นอนนั้น จะต้องมี 1 จุดที่สัมผัสกับกรอบของภาพแต่ละด้าน( 4  

ด้าน ) เพื่อให้อยู่ในขนาดและขอบเขตที่เป็นไปตามข้อกำหนดของแผ่นภาพนั้น 


 

       7 . การใช้รูปแบบที่ซ้ำกัน เป็นการจัดวางส่วนประกอบต่างๆ ของรูปแบบให้ดูเป็นกลุ่ม

ก้อนโดยใช้รูปแบบที่คล้ายคลึงกัน หรือเหมือนกันวางรวมกัน เพื่อเพิ่มความแปลกและความน่าสนใจ และยัง

เป็นการเน้นข้อความหรือจุดสำคัญที่ต้องการสื่อความด้วย

 

 


           8 . การใช้กรอบหรือภาพพื้นที่เป็นลวดลาย เป็นการสร้างอารมณ์ให้กับภาพ ข้อความ

และรูปแบบสิ่งพิมพ์ โดยใช้การตกแต่งกรอบหรือวาดลวดลายเป็นกรอบล้อมรอบภาพและข้อความ หรือว่าอาจ

ใช้พื้นที่มีลวดลาย หรือใช้กระดาษที่มีลายในตัว การเลือกใช้คำนึงถึงการใช้ลวดลายที่กลมกลืนกับแบบตัวพิมพ์

หรือแบบตัวอักษรและภาพที่อยู่ภายใน และต้องเข้ากับความหมายและลักษณะของเนื้อหาด้วย
 
   

 

 

 

          9. การผสมกลมกลืน ( harmony ) การออกแบบจะต้องจัดให้องค์ประกอบของภาพ

ให้มีความผสมกลมกลืนและได้ผลตามความต้องการหลัก 2 ประการ

- รูปแบบที่ออกมาจะต้องสะดุดตาผู้ชม

- ภาพรวมทั้งหมดจะต้องสื่อความหมายหรือให้ผลในการมองเป็นสิ่งเดียวกันความผสมกลมกลืนจะจัดการได้ใน

เรื่อง สี รูปทรงขององค์ประกอบต่างๆและแบบตัวอักษร
 

 

 

 

 

 

        10. เน้นจุดแห่งความสนใจ ( Center of interest ) ควรจะต้องมีจุดหรือบริเวณ

หนึ่งซี่งมีลักษณะเด่น น่าสนใจเป็นพิเศษกว่าบริเวณอื่นเพื่อดึงดูดสายตาของผู้ดู ตำแหน่งจุดแห่งความสนใจ

นั้น อาจอยู่ในบริเวณ optical center

 

 

 

 

นักออกแบบมือใหม่ควรคำนึงถึงหลักการพื้นฐานในการออกแบบ คือ

1. การออกแบบนั้นเป็นการออกแบบเพื่อการนำไปใช้งาน มิใช่เป็นการทำงานศิลปะทั่วไปที่คำนึงถึงผลทาง

ด้านศิลป์เป็นสำคัญ

2. การออกแบบเป็นการสร้างสรรค์งานเพื่อให้ผู้อื่นเกิดความรู้สึกพอใจ หรือโน้มน้าวใจผู้ดูให้เป็นไปอย่างที่เรา

ต้องการ มิใช่เพื่อความพอใจของผู้ออกแบบเอง

3. การจัดองค์ประกอบของภาพเป็นการกระทำเพื่อเป็นการบอกกล่าว ชี้แนะ ให้ความบันเทิง ให้ข่าวสาร ให้

ความรู้แก่ผู้อ่านตามวัตถุประสงค์ของสื่อสิ่งพิมพ์นั้นๆ     

 

 

 

การร่างแบบหยาบนี้ควรทำขึ้นหลายๆ แบบ เมื่อได้ร่างแบบใดแบบหนึ่งเป็นหลักแล้วพยายามหา

 

ที่แตกต่างออกไปอีกหลายแบบเพื่อเลือกภาพที่พอใจมากที่สุด การลงมือร่างแบบให้เขียนขึ้นมาหลาย

 

แบบเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปจนกว่าจะได้แบบที่พอใจ การแก้ใขเปลี่ยนแปลงแบบงานพิมพ์มีสิ่งที่ต้อง

 

พิจารณาดังนี้ คือ
         

  1. รูปร่างตัวพิมพ์
          

 2. ขนาดตัวพิมพ์
          

 3. ช่องไฟระหว่างตัวอักษร
          

 4. ช่องไฟระหว่างคำ
          

 5. ช่องไฟระหว่างบรรทัด
          

 6. การวางตำแหน่งข้อความ
         

  7. การจัดบรรทัด
          

 8. การจัดลำดับความสำคัญของสาระ
         

  9. ความสอดคล้องกลมกลืนกับเนื้อหา

 

 

 


         การสร้างภาพ(Visualizing) 
        

 เมื่อได้มีการพิจารณาเลือกสื่อที่จะทำการผลิตเพื่อให้เหมาสมกับเนื้อหาสาระแล้วทำให้การออกแบบโดยเริ่มต้น

การการร่างภาพหยาบๆ ให้เห็นเป็นเค้าโครงจัดวางตำแหน่งของพื้นที่สำหรับใส่เนื้อหา
 

และภาพเป็นหลักสำหรับส่วนประกอบอื่นๆ เช่น หัวเรื่องใหญ่ หัวเรื่องรอง
 

คำบรรยายภาพ แผนผัง ตาราง ฯลฯ เมื่อสร้างภาพขึ้นมาแล้วจะดูมีระเบียบรับรู้ได้ง่ายรวด
 

เร็วและมีความหมาย การสร้างภาพมีองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาอยู่ 5 ข้อดังนี้
        

1. กำหนดขนาดของงาน
       

 2. จัดจำนวนคำให้พอเหมาะกับเนื้อที่
       

 3. ตำแหน่งภาพและแผนผังต่างๆ
      

  4. ลักษณะของรูปภาพและตัวพิมพ์
      

  5. กำหนดการใช้สี                

 

 

 

ที่มา    http://www.rbru.ac.th/courseware/human/2641602/lesson10/lesson10.2.html 

http://www.geocities.com/vilaiporn_narak/to5.htm

http://student.nu.ac.th/saomee/lesson3.html
.................................

 

edit @ 25 Jul 2008 15:30:13 by jangjaaa

edit @ 25 Jul 2008 15:39:31 by jangjaaa

edit @ 25 Jul 2008 15:48:10 by jangjaaa

edit @ 25 Jul 2008 15:52:35 by jangjaaa

edit @ 25 Jul 2008 16:17:15 by jangjaaa  

 

edit @ 30 Jul 2008 22:36:24 by jangjaaa

edit @ 30 Jul 2008 22:38:11 by jangjaaa

edit @ 30 Jul 2008 22:47:24 by jangjaaa

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

บล๊อกน่าอ่าน


มากเลย


*-*


confused smile confused smile

#1 By plewwaiyohoo.hi5.com on 2008-07-25 16:28

ดีจังนะคะเป็นความรู้ใหม่เพิ่ม

มีประโยชน์มากเลย

ทำให้เรารู้ว่า

มีความรู้อะไรสามารถนำมาเเชกันได้

เเจ๋วจริงๆๆ

#2 By อุ้ยนะจ๊ะ (125.24.195.190) on 2009-02-27 16:53

ดีจังนะคะเป็นความรู้ใหม่เพิ่ม

มีประโยชน์มากเลย

ทำให้เรารู้ว่า

มีความรู้อะไรสามารถนำมาเเชกันได้

เเจ๋วจริงๆๆ

#3 By อุ้ยนะจ๊ะ (125.24.195.190) on 2009-02-27 16:53

kln/'p surprised smile surprised smile surprised smile

#4 By ege (118.175.76.85) on 2009-12-01 14:08

kln/'p surprised smile surprised smile surprised smile

#5 By ege (118.175.76.85) on 2009-12-01 14:09

fffffffffffffffffffffffffffff

#6 By ghhhhhdfhhhhhhhhhhhhhhhhhh (118.175.76.85) on 2009-12-01 14:10

ดีquestion embarrassed

#7 By วีรดา (125.25.151.212) on 2010-06-21 10:00

ดี open-mounthed smile

#8 By อรจิรา (125.25.151.212) on 2010-06-21 10:03